วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

ได้อั่งเปามา ไป เที่ยงานวัดฉลองกัน

              
                 

ถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า “งานวัดฉลอง” ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยเช่นกัน สำหรับความเป็นมาของงานวัดฉลองซึ่งจะจัดตรงกับวันตรุษจีนของทุกๆ ปีนั้น มีเกร็ดอดีตที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว เรื่องราวมีอยู่ว่า สมัยก่อนผู้คนแถบบ้านฉลองซึ่งมีอาชีพทำนา ทำไร่ เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จในช่วงเดือนอ้าย เดือนยี่แล้ว ก็จะเข้าหน้าแล้งพอดี ช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาในช่วงหน้าแล้งนี้ ชาวบ้านก็จะรวมตัวกันเพื่อแสวงหาความรื่นเริงบันเทิงใจ หลังจากที่ต้องตรากตรำทำนามาตลอดช่วงฤดูฝน ซึ่งสมัยก่อนสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของผู้คน ก็เห็นจะมีแต่วัดเท่านั้น ชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปทำบุญพร้อมกับจัดงานรื่นเริงร่วมกันด้วย อาจกล่าวได้ว่า นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของงานประจำปีวัดฉลอง ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกประมาณปี พ.ศ.2476 ต่อมาชาวบ้านรู้สึกว่าการจัดงานบุญรื่นเริงเช่นนี้ อาจจะเป็นการรบกวนพระสงฆ์องค์เจ้า จึงเห็นสมควรให้ย้ายสถานที่จัดงานใหม่ ไปที่บริเวณห้าแยกฉลองหรือตรงที่เป็นท่าเทียบเรือในปัจจุบันซึ่งเป็นที่ดินของวัดในปีพ.ศ.2484 โดยใช้สถานที่นั้นจัดงานอยู่หลายปี

แต่ต่อมาเมื่อพระครูกิจจานุการ (หลวงพ่อช่วง) ได้มรณภาพลง ในครั้งนั้นทางวัดได้จัดงานฌาปนกิจหลวงพ่อท่านอย่างยิ่งใหญ่ คณะกรรมการวัดก็เห็นพ้องต้องกันอีกว่าการจัดงานในวัดจะเป็นการสะดวกกว่าให้จัดงานที่ชายทะเล เพราะบริเวณชายทะเลไม่มีพื้นที่ที่เป็นศูนย์รวมเด่นชัด และไม่มีเป้าหมายชัดเจนว่ามารวมตัวกันเพื่ออะไร มีแต่อันเชิญรูปหลวงพ่อแช่ม และหลวงพ่อช่วงไปสักการะเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นที่ไม่ประทับใจของชาวบ้าน อีกทั้งบริเวณที่จัดงานยังกว้างขวาง ทำให้แลดูกระจัดกระจาย งานประจำปีของวัดฉลองจึงได้ย้ายกลับมาจัดที่วัดใหม่อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อย้ายกลับมาที่วัดแล้ว คณะกรรมการวัดก็พิจารณาเห็นว่าถ้าหากมีการจัดงานวัดเลื่อนจากเดือนอ้าย เดือนยี่ มาเป็นเดือนสามซึ่งตรงกับตรุษจีนจะเหมาะสมกว่า เพราะช่วงตรุษจีนคนไทยเชื้อสายจีนจะนิยมไปไหว้พระที่วัดกันมาก ดังนั้นงานประจำปีวัดฉลอง จึงได้ย้ายจากเดือนยี่มาเป็นเดือนสามนับแต่บัดนั้น ช่วงระยะเวลาการจัดงานจะเริ่มตั้งแต่วันชุ่ยอิ้ดเป็นต้นไปจนถึงวันชุ่ยเก้า รวมเป็นเวลาเก้าวัน แต่ต่อมาก็ลดลงเหลือเจ็ดวันดังเช่นปัจจุบัน

งานวัดฉลอง เป็นงานวัดที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดภูเก็ต เพราะจัดได้ว่าเป็นงานประจำปีที่มีมาช้านาน และทุกๆ ปีก็จะจัดกันอย่างยิ่งใหญ่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ หรือแม้แต่เพื่อนบ้านจังหวัดใกล้เคียงต่างมุ่งหน้าเพื่อมาร่วมงานโดยเฉพาะ ซึ่งในแต่ละคืนก็จะมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ปาเป้า, ยิงปืน, เล่นบิงโก, สาวน้อยตกน้ำ, ม้าหมุน, ชิงช้าสวรรค์, หนังกลางแปลง, รำวง ฯลฯ แต่ละกิจกรรมก็เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาเด็กๆ และหนุ่มสาวเป็นอย่างมาก และยังมีมหรสพซึ่งหาดูได้ยากยิ่งในปัจจุบัน เช่น ลิเก หนังตะลุง มโนราห์ เป็นต้น

มีการจับสลากรางวัลใหญ่ให้ได้ลุ้นกันพอหอมปากหอมคอที่บูทของสภากาชาดไทย ให้เป็นการทำกุศลอีกทางหนึ่งเพราะรายได้ทั้งหมดก็จะนำไปสมทบทุนของสภากาชาดไทยต่อไป แต่โซนที่ดูจะได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นพิเศษเห็นจะเป็นโซนของการเช่าวัตถุมงคล เพราะในแต่ละปีก็จะมีผู้ศรัทธามาเช่าวัตถุมงคลไปบูชาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีส่วนของบูทจำหน่ายอาหาร ขนมพื้นเมือง เสื้อผ้า ต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อีกมากมาย

ข้อมูลเพิ่มเติม 
งานจัดขึ้น23 มกราคม -2 กุมภาพันธ์ 2560
 




ที่มา http://www.phuketbulletin.co.th/
        http://nwnt.prd.go.th/   
        http://oknation.nationtv.tv/

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

'กสิกร'คาดตรุษจีนปีนี้ คนกรุงซื้อของเซ่นไหว้6.4พันล้าน

         ยังอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน วันที่ 26-29 มกราคม 2560 ร้านค้าประชาชน ต่างๆกำลังเตรียมของเส้นไหว้บรรพบุรุษ คาดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังคึกคัก ยอดการจับจ่าย6.4 พันล้าน อาจจะทำให้เงินสะพัดในระบบเพิ่มขึ้น ศุนย์วิจัยกสิกรไทยได้คาดการณ์ไว้ดังนี้
 กสิกร คาดตรุษจีนปีนี้ คนกรุงควักเงินใช้จ่ายซื้อเครื่องเซ่นไหว้ 6,400 ล้าน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% ตามการขยายตัวของ ศก. และไม่มีปัจจัยกดดันจากปัญหาน้ำท่ว

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/324591#cxrecs_s



ศูนย์วิจัยกสกิ รไทย คาดตรษุ จีน ปี2560 คนกรุง จับจ่ายใชส้อยเครื่องงเซ่นไหว้ราว 6,400 ล.ในขณะที่คาดว่าการใช้จ่ายอาจลดลง เนื่องจากแรงกดดันทางภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น  ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย คาดว่าประชาชนไทยเชื้อสายจีน มีการจับจ่ายเครื่องเซ่นไหว้ 3600บาท ต่อครัวเรื่อน มีอัตราการเติบโตร้อยละ3 ทั้งนี้าจากแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้มีการออมมากขึ้น มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ทำให้ลูกหลานระมัดระวังในการใช้เงิน ในช่วงเทศกาลตรุษจีน
    ทั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการไหว้ แบบประหยัด แต่ครบตามประเพณี เช่น ปรุงอาหารทานเองในครอบครัว ลดปริมาณอาหารพอเหมาะ ไปเที่ยวในสถานที่ใกล้บ้าน ง่ายๆ ยอดเงินแจกอั่งเปาอาจน้อยลง เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560

ตรุษจีน-ย้อนอดีตเมืองภูเก็ต ครั้งที่ 18

  วันนี้ขอพักสมองเรื่องวิชาการบ้าง นะครับ เนื่องจากใกล้เทศกาลตรุษจีนแล้ว ชาวไทยเชื้อสายจีนต่างเตรียมตัว เตรียมของใหว้ ได้พบญาติพี่น้อง เตรียมรับอั่งเปากันถ้วนหน้า



ประวัติวันตรุษจีน
วันตรุษจีน เป็นวันหยุดตามประเพณีของจีนที่สำคัญที่สุด และในประเทศจีน ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า “เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ” เพราะฤดูใบไม้ผลิตามปฏิทินจีนเริ่มต้นด้วยวันลีชุน ซึ่งเป็นวันแรกในทางสุริยคติของปีปฏิทินจีน และวันดังกล่าวยังเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาว ซึ่งคล้ายกันกับงานเทศกาลของตะวันตก เทศกาลนี้เริ่มต้นในวันที่ 1 เดือน 1 ในปฏิทินจีนโบราณและสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ด้วยเทศกาลโคมไฟ คืนก่อนตรุษจีนจะเป็นวันที่ครอบครัวจีนมารวมญาติเพื่อรับประทานอาหารเย็นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเรียกว่า ฉูซี่ หรือ “การผลัดเปลี่ยนยามค่ำคืน” เนื่องจากปฏิทินจีนเป็นแบบสุริยจันทรคติ ตรุษจีนจึงมักเรียกว่า “วันขึ้นปีใหม่จันทรคติ”
วันตรุษจีน 2560
ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว

วันจ่ายตรุษจีน 2560
วันจ่าย คือวันก่อนวันสิ้นปี ซึ่งเป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ไม่จำเป็นจะต้องมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ (地主爺 / 地主爷 ตี่จู้เอี๊ย) ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการบูชาของเจ้าบ้าน หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ 4 วันที่แล้วเพราะว่าเจ้าที่ไม่ได้ไปไหนเมื่อสี่วันที่แล้ว ตัวเราส่งแต่ เจ้าซิ้ง หรือเจ้าเตา

วันไหว้ตรุษจีน 2560
-ตอนเช้ามืดจะไหว้ “ป้ายเล่าเอี๊ย” ซึ่งเป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ เครื่องไหว้ คือ เนื้อสัตว์สามอย่าง (ซาแซ ซำเช้ง) ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ หรือเพิ่มตับ ปลา เป็นเนื้อสัตว์ห้าอย่าง (โหงวแซ) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง
-ตอนสาย จะไหว้ “ป้ายแป๋บ้อ” คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว และยังเป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล และถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว
-ตอนบ่าย จะไหว้ “ป้ายฮ่อเฮียตี๋” เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและเพื่อเป็นสิริมงคล
วันเที่ยวตรุษจีน 2560
วันเที่ยว หรือ วันถือ คือวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่งของปี วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันคือ “ป้ายเจีย” เป็นการไหว้ขอพรและอวยพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรัก โดยนำส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะส้มออกเสียงภาษาแต้จิ๋วว่า “กิก” (橘) ไปพ้องกับคำว่าความสุขหรือโชคลาภ 吉 แปลว่า โชคลาภ หรือ ภาษาฮกเกี้ยน และ ภาษากวางตุ้ง ส้มเรียกว่า “ก้าม” (柑) ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง (金) [1] เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความสุขหรือโชคลาภไปให้ จะมอบส้มจำนวน 4 ผล (เสมือนมี 吉 ประกอบกัน 4 ตัว กลายเป็น ) ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่าวันถือคือ เป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด และจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น


  ในส่วนจังหวัดภูเก็ตมีชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นจำนวนมาก ที่มีวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆมากมาย และมีการสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น อย่างเหนียวแน่น ในปีนี้จังหวัดภูเก็ตได้กำหนดการจัดงานดังนี้
ตรุษจีนภูเก็ต ครั้งที่ 18 วันที่ 2 – 4 ก.พ. 2560 ณ บริเวณย่านเมืองเก่าภูเก็ต และสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี อ.เมือง จ.ภูเก็ต

กลับมาอีกครั้งกับงานตรุษจีน-ย้อนอดีตเมืองภูเก็ต ซึ่งในทุกปีทางเทศบาลนครภูเก็ตและประชาชนชาวภูเก็ตจะร่วมใจกันจัดงานย้อนอดีตเมืองภูเก็ตขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกในการอนุรักษ์อาคารเก่า และส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเมือง อันจะเป็นมิติใหม่แห่งการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่จะเข้ามาท่องเที่ยวยังจังหวัดภูเก็ตในอนาคต
ตลอดทั้ง 3 วันก็มีกิจกรรมและการแสดงมากมายให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศกลิ่นอายวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวภูเก็ต อาทิ ชม Animation สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุเกส ณ บ้านเลขที่ 63 , ชมภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในจังหวัดภูเก็ต ณ ลานชั้นบนสวน 72 พรรษามหาราชินี , ล่องเรือกอจ๊านบริเวณริมคลองบางใหญ่ในตัวเมืองภูเก็ต, ชมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุเกส และการเสวนาภาษาภูเก็ตกับปราชญ์ท้องถิ่น ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ถนนกระบี่, การแสดงและการละเล่นต่างๆ บริเวณถนนถลาง, การออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นเมือง ขนมโบราณ บริเวณริมคลองบางใหญ่ สวน 72 พรรษา มหาราชินี และการแสดงสุดยอดอุปรากรจีน นาฏศิลป์ท้องถิ่น กังฟู และระบำพื้นเมือง จาก 7 มณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย มณฑลกวางสี มณฑลไหหนาน มณฑลอานฮุย มณฑลซานตง (เอี้ยนไถ) มณฑลเห่ยหลงเจียง มณฑลจี๋หลิน และเขตปกครองตนเอง (มณฑล) มองโกเลียใน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ เวทีกลาง สวน 72 พรรษามหาราชินี

ซึ่งในแต่ละวันก็จะมีกิจกรรมเสริมพิเศษ อีกมากมายเพื่อเป็นการร่วมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ อาทิ วันแรกของพิธีเปิดมีการแห่ขบวนวัฒนธรรมภูเก็ตเส้นทางจากสะพานหิน - ถนนภูเก็ต - วงเวียนสุรินทร์ - ถนนรัษฎา - วงเวียนสุริยเดช - ถนนเยาวราช – ถนนถลาง วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ชมการแสดงสุดยอดอุปรากรจีน นาฏศิลป์ท้องถิ่น กังฟู และระบำพื้นเมืองจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ เวทีเดอะพอร์ต ศูนย์การค้าจังซีลอน หาดป่าตอง และปิดท้ายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ชมและร่วมพิธีไหว้เทวดา บริเวณด้านหน้ารูปปั้นพญามังกร สวน 72 พรรษา มหาราชินี

ปรากฎว่าตลอดทั้งสามวันของงานตรุษจีน-ย้อนอดีตเมืองภูเก็ต ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวภูเก็ต นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมชมงานกันอย่างคับคั่ง นับเป็นสัญญาณที่ดีของการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การส่งเสริมและพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป



ที่มา
http://scoop.mthai.com/

http://www.phuketbulletin.co.th/

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

สติถิการเติบโตของการใช้Facebook ในไทย

เว็บไซต์ Zocial Rank เว็บไซต์จัดอันดับ social media ได้รวบรวมข้อมูลสถิติที่น่าสนใจ มาทำเป็น Infographic โดยเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ การเติบโตของผู้ใช้ Facebook ในประเทศไทย และประเทศอาเซียน รวมถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกิจกรรมที่คนไทยทำบน facebook ด้วย  
ากการรายงานของ zocialrank ในปี 2014 อัตราการเติบโตของสมาชิก facebook ทั่วโลก เติบโตขึ้น 3% โดยมีผู้ใช้ facebook ทั่วโลกมากถึง 1,191 ล้านคน หากดูประเทศผู้ใช้ facebook ในกลุ่มอาเซียนนั้น ประเทศไทย มีจำนวนผู้ใช้ facebook ตอนนี้ 26 ล้านราย มากเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากฟิลิปปินส์  ที่มีจำนวน 36 ล้านราย อยู่อันดับ 2 และ  อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ใช้ facebook มากที่สุดในอาเซียน โดยมีผู้ใช้ facebook มากถึง 64 ล้านราย


คนไทยที่ใช้ facebook ส่วนใหญ่ อยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประมาณ 14.4 ล้านคน อันดับ 2 เชียงใหม่ อันดับ 3 ชลบุรี แต่จังหวัดที่มีแนวโน้มใช้ facebook สูงขึ้นได้แก่ 1.พระนครศรีอยุธยา 2.ชัยนาท และ 3.มหาสารคาม


คนไทยที่ใช้ facebook ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ 6 แสนราย และพบว่ามีผู้ใช้ที่เป็น Active User 85.63% และอีก 14.37% เป็น Inactive User ทั้งนี้ช่วงเวลาที่คนไทยทำกิจกรรมบน facebook ทั้ง Like , Share , Comment มากที่สุด คือช่วงเวลาบ่าย 2 โมง ซึ่งมีกิจกรรมเกิดขึ้นมากถึง 490,000 ปฏิสัมพันธ์

และข้อมูลเด็ดสำหรับนักการตลาดก็คือ หมวดหมู่ที่ได้รับ Engagement สูงสุดและช่วงเวลาที่มีคน Engagement สูงสุดคือ
อันดับ 1 คือ รถยนต์  โดย ช่วงเวลาที่มี Engagement สูงสุดของหมวดหมู่นี้คือ 10.00 น.
อันดับ 2 คือ การเมือง โดย ช่วงเวลาที่มี Engagement สูงสุดของหมวดหมู่นี้คือ 23:00 น.
อันดับ 3 คือ สื่อทั่วไป โดย ช่วงเวลาที่มี Engagement สูงสุดของหมวดหมู่นี้คือ 22:00 น.
ข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ใช้ facebook รวมถึงคนที่ทำงานด้านการตลาด และด้าน Social Network โดยเฉพาะ social network marketing ไม่มาก ก็น้อย…..
ขอบคุณข้อมูลจาก Socialinc Blog
www.it24hrs.com

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

สื่อออนไลน์ ประโยชน์เยอะ ภัยร้ายแยะ



หากมองย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงคำว่า “เครือข่ายสังคมที่เต็มไปด้วยกลุ่มวัยรุ่นที่ทำกิจกรรมติดต่อสื่อสาร พูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความบันเทิง หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เน้นไปที่การกระจายตัว “ความเป็นเมือง” ไปยังพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการคมนาคมขนส่ง การค้าและบริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการสื่อสารที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เราสามารถเข้าถึงบริการด้านข้อมูลข่าวสาร และการติดต่อสื่อสารในยุคการเชื่อมต่อไร้สายผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้มากขึ้น





ทั้งนี้ จากการประชุมวิชาการระดับชาติสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 11 เรื่อง “ความหลากหลายทางประชากรและสังคมในประเทศไทย ณ ปี 2558” โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2554 – 2557 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ากลุ่มที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มวัยรุ่น แต่มีการขยายตัวไปยังกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้นด้วย

ผลการวิจัยเรื่อง “ใครเป็นใครบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ : ความหลากหลายทางคุณลักษณะและพฤติธรรม” ของ ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า กลุ่มประชากรที่ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มเยาวชน (อายุ 15 – 24 ปี) แต่มีการขยายตัวของจำนวนผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ไปกลุ่มอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ



ดร.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากลุ่มที่มาแรงที่สุด คือกลุ่มผู้สูงอายุ มีการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 95 ในการเข้าไปเป็นสมาชิกของสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเข้าไปใช้งานและระยะเวลาการใช้งานต่อช่วงวันเพิ่มขึ้นด้วย จากเดิมวันละ 1 ชั่วโมง เพิ่มเป็นสูงสุดวันละ 7 ชั่วโมง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เอนซีดี (NCDs) ที่เกิดจากการอยู่นิ่งๆ นานๆ


ขณะที่วัตถุประสงค์การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการใช้เพื่อความบันเทิง ติดตามข้อมูลข่าวสาร และการสนทนา


ภัยร้ายออนไลน์ในวัยรุ่นไทย

“เครือข่ายสังคมออนไลน์” กลายเป็นสังคมที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น และมีความหลากหลายทั้งในแง่คุณลักษณะทางเพศและอายุ ตลอดจนวัตถุประสงค์การใช้งาน ที่นับวันภาพของ “สังคมออนไลน์” ก็จะยิ่งสะท้อนภาพของคนใน “สังคมไทย” เข้าไปทุกที


ขณะเดียวกัน ผลวิจัยเรื่อง “วัยรุ่นใช้สื่อออนไลน์อย่างไรในการหาคู่” ของ นิพนธ์ ดาราวุฒิมาประกรณ์ นักวิจัยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบความน่าเป็นห่วง คือกลุ่มวัยรุ่นใช้สื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์ ในการหา “กิ๊ก” และคู่นอน โดยพฤติกรรมการมีแฟนและเพศสัมพันธ์แบ่งเป็นกลุ่ม 4 กลุ่ม คือ (1) มีแฟนทีละคนไม่มีกิ๊ก หรือกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้สื่อออนไลน์ในการพูดคุยกับเพื่อนทั่วไปเท่านั้น (2) มีแฟนและกิ๊กแต่จะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนคนเดียว คือกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการคุยกับกิ๊ก แต่ไม่คุยเพื่อจะมีเพศสัมพันธ์ด้วย และไม่ใช้สื่อออนไลน์ในการหาคู่ (3) มีแฟนและกิ๊ก และมีเพศสัมพันธ์กับทุกคน และ (4) มีเพศสัมพันธ์กับใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องแฟนหรือกิ๊ก สองกลุ่มหลังนี้คือ กลุ่มที่ใช้สื่ออนไลน์ในการติดต่อกัน เพื่อนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ โดยวัยรุ่นชายจะใช้สื่อออนไลน์ในการหาคู่ชัดเจรกว่าวัยรุ่นหญิง อีกทั้งใช้เวลาพูดคุยทำความรู้จักไม่นานก่อนการมีเพศสัมพันธ์


เจ้าของงานวิจัยเรื่อง “วัยรุ่นใช้สื่อออนไลน์อย่างไรในการหาคู่” ให้ความเห็นว่า โดยปกติแล้ว ผู้ชายส่วนใหญ่จะสามารถหาคู่ได้ง่ายกว่าผู้หญิง ผู้ชายสามารถมีเซ็กส์กับแฟนตัวเอง เพื่อนคนรู้จัก รวมทั้งพนักงานบริการ ขณะเดียวกัน ผู้หญิงสามารถมีเซ็กส์ได้กับแฟนตัวเอง สามี ส่วนคนรู้จักอาจถูกบังคับหรือไม่เต็มใจ ทั้งนี้ ผู้ชายจะมีความตั้งใจในการมีเซ็กส์มากกว่าผู้หญิง



ความขัดแย้งบนโลกออนไลน์ สู่โลกความเป็นจริง

จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาอย่างก้าวล้ำ สื่อสังคมออนไลน์กลับส่งผลไปในการลบต่อชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ของคนในสังคมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น จนกลายเป็นประเด็นทางสังคม ที่ทั้งสื่อ กฎหมายและประชาชนเองจะต้องให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้เวลาไปกับสื่อออนไลน์วันละ หลายชั่วโมง จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท จนถึงขั้นทำร้ายร่างกายตามมา


จากผลการวิจัยหัวข้อ “เหวี่ยง’ และ ‘วีน’ ออนไลน์... ความขัดแย้งและการวิวาทในสื่อสังคมของวัยรุ่น” ของผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ความขัดแย้งในกลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนและคนรัก การแข่งขันในการเรียน และสถานภาพทางสังคม


“การที่ไม่มีตัวตน หรือมีตัวตนซ่อนเร้นในโลกออนไลน์ ทำให้คนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นหรือแสดง ‘ความแรง’ ออกมาในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมวัยรุ่นสมัยนี้ที่มีการสื่อสารห้วนขึ้น สั้นขึ้น แรงขึ้น หรือวัฒนธรรมแบบสามคำสี่พยางค์ อย่างเวลาที่เราพูดห้วนๆ จะมีความแรงอยู่ด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การวิวาทง่ายขึ้น” ผศ.ดร. ภูเบศร์ กล่าวและว่า การทะเลาะวิวาท ในสังคมออนไลน์มีหลายกรณี เช่น “ทะเลาะในเฟซบุ๊กแล้วไปต่อในไลน์ หรือ ทะเลาะในไลน์แล้วไปต่อในต่อในเฟซบุ๊ก แล้วออกมาเคลียร์กันตัวต่อตัว” จากความรุนแรงทางความสัมพันธ์ในการสื่อสาร กลายเป็นความรุนแรงทางกายภาพ


ด้านนายแพทย์อภิชาต จริยาวิลาศ จิตแพทย์โรงพยาบาลศรีธัญญา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำว่า เพื่อป้องกันปัญหาที่ตามมา ควรระวังบุคคลที่จะสื่อสารด้วย เพราะอาจมีอาชญากรรมแฟงตัว และไม่ควรหมกมุ่นในการสื่อมากเกินไป


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราสามารถทำได้ในการป้องกันภัยที่มาจากสื่อสังคมออนไลน์ ก็คือการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) โดยต้องเข้าใจสภาพของสื่อออนไลน์ว่าเป็นสังคมที่มีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ เรียนรู้การสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์บนโลกออนไลน์กับชีวิตจริงว่า ความรอบคอบและมีสติทุกครั้งในการสื่อสารและแสดงความคิดเห็นต่างๆ บนโลกออนไลน์ คือวิธีป้องกันภัยร้ายได้อย่างดี

ที่มา นิวส์ 108 ฉบับที่ 241 วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

5 ข้อดีและข้อเสียของการทำให้ทุกอย่างลงสู่โลกโซเชียล

     ในช่วงหลา่ยปีที่ผ่านมา จะเห็นได้่ว่าประเทศไทย มีการใช้สื่ออนไลน์หลายๆประเภท เพิมขึ้นอย่างรวดเร็ว พบว่าไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น ยังได้เพิ่มกลุ่มไปยังทุกๆเพศทุกๆวัย ถือได้ว่า จะใกล้เข้าสู่ยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ไร้ขีดจำกัด 








เริ่มจากสถิติผู้ใช้ในประเทศไทย จากจำนวนประชากรทั้งหมด 68 ล้านคน
เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของประชากร
ทั้ง 38 ล้านคนนี้ใช้งาน Social Media ทั้งสิ้น
มีจำนวนเบอร์มือถือ/ซิมการ์ดที่ลงทะเบียนมากกว่า 82.78 ล้านบาท มากกว่าจำนวนประชากรทั้งหมด
มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านมือถือ 34 ล้านคน
ากข้อมูลด้วยยอดผู้ใช้งานโซเชี่ยล Facebook นำโด่งมาเป็นที่ 1 รองลงมาถือ Whatsapp ส่วน LINE ที่คนไทยนิยมมาก อยู่ที่อันดับ 14 ของโลก



คนไทยมีอุปกรณ์ดิจิตอลคิดเป็นสัดส่วนเท่าไร


มือถือทุกประเภท 96%
มือถือที่เป็นสมาร์ทโฟน 64%
แล็ปท็อปหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 27%
แท็บเล็ต 11%
สมาร์ททีวี 2%
เครื่องอ่านอีบุ๊กและอุปกรณ์แบบสวมใส่ อีกอย่างละ 1%











ที่มา http://www.9tana.com/

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

Amazon.com








ผู้ชายคนหนึ่งตอนอายุ 4 ขวบ ถูกเพื่อนพ่อแม่ตัวเองรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
เด็กคนนั้นตอนมัธยมปลาย เริ่มจับธุรกิจแรกทำค่ายซัมเมอร์แคมป์ Dream Institute เด็กคนนั้นตอนมหาวิทยาลัยถูกยกย่องให้เป็นโปรแกรมเมอร์ระดับเซียน
-ด้วยวัยเพียง 28ปี เด็กคนนั้นก็กลายเป็นคนหนุ่มที่มีบทบาทสำคัญในตลาดหุ้นวอลสตรีท ในตำแหน่ง Vice President
-1986 สมัยที่เขายังเป็นนักศึกษาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เขาเลือกเรียนในคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แต่หลังจบการศึกษา เขากลับเลือกทำงานในตลาดหุ้นวอลสตรีทจนได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น Vice President
-1994 เขาออกมาทำธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์เป็นของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า Cadabra.com ซึ่งในปีถัดมาก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น Amazon.com
-2 ปีต่อมา Amazon เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จ และมองเห็นรูปแบบธุรกิจของตัวเองชัดเจนขึ้นว่า Amazon.com
-2007 สร้างโกดังเก็บข้อมูลขนาดใหญ่บนอินเทอร์เน็ตในระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง ชื่อ Amazon Web Service
-2007 ผลิตอุปกรณ์แท็บเล็ตที่ชื่อว่า Kindle
-2011 ทำรายได้ต่อปีเพิ่มสูงขึ้นกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยระยะเวลาเพียง 5 ปี
-2013 ซื้อกิจการ สำนักพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ด้วยเงินสดจำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
-2013 เปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ที่คาดว่าจะนำมาใช้จริงในปี 2015 นั่นคือ ‘นวัตกรรมการส่งมอบสินค้าภายในครึ่งชั่วโมงที่เรียกว่า ‘Prime Air’ หรือ ‘อากาศยานไร้คนขับ’
Time Line Amazon.com




วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

หัวข้อในการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์
1 เรียนรู้
2 เข้าใจ
3 เข้าถึง
4 พัฒนา