วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ระบบเกษตรเชิงเดี่ยว ต้นทางของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

ระบบเกษตรเชิงเดี่ยว ต้นทางของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
การที่โลกกำลังพัฒนาทำให้ประชากรเพิ่มมากขึ้น วิถีชีวิตของมนุษย์จึงเริ่มเปลี่ยนไป เกษตรกรรมแบบเดิมๆ ที่ทำแบบแค่พอมีพอกินก็เริ่มขยายออกไปสู่การทำเพื่อการพาณิชย์ การทำเกษตรกรรมแบบ พืชเดี่ยว (Monoculture) จึงเริ่มถือกำเนิดขึ้น
เกษตรกรรมพืชเดี่ยว เป็นการทำเกษตรกรรมโดยการปลูกพืชชนิดเดียวในบริเวณพื้นที่กว้าง ซึ่งนอกจากการปลูกพืชต่างๆ แล้ว ในแง่ของป่าก็จะเป็นการปลูกป่าแบบที่เป็นต้นไม้ชนิดเดียวกันทั้งป่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า ทั้งขายในประเทศและส่งออกนอกประเทศ ซึ่งจะเลือกปลูกพืชพันธุ์ที่ใช้พื้นที่ไม่มากแต่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งข้อดีของการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ว่านี้ คือ สามารถเลือกการดูแลและกำจัดศัตรูพืชได้อย่างง่ายดาย เพราะเรารู้ว่าเราปลูกอะไร และมีอะไรบ้างที่เป็นศัตรูพืช โดยสามารถทำให้เป็นมาตรฐานที่รับรู้และเข้าใจร่วมกันได้ในวงกว้าง และยังสามารถจัดพืชผลที่จะปลูกให้เหมาะแก่สภาพพื้นที่ได้อีกด้วย
แต่เมื่อมีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสียไปด้วยควบคู่กัน การทำเกษตรเชิงเดี่ยวต้องอาศัยปัจจัยการสร้างผลผลิตจากภายนอกมากมาย วัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในการเพาะปลูกจึงไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ โดยราคาจะขึ้นอยู่กับกลไกทางตลาด และการแข่งขันกันระหว่างผู้ผลิตด้วยกันเอง การพัฒนาผลผลิตทั้งการใช้ปุ๋ย การใช้ยาฆ่าแมลงจึงตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อผลผลิตเหล่านี้ออกไปสู่ผู้บริโภคจึงอาจเหลือสารตกค้าง และไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย
นอกจากการแข่งขันด้านผลผลิตแล้ว การทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวยังส่งผลต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรอีกด้วย คือเมื่อหมดฤดูเพาะปลูก เกษตรกรก็จะไม่สามารถเพาะปลูกพืชใดๆ ได้ต่อไปอีก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ใช้ในการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (อย่างเช่นข้าว) ไปจนหมดแล้ว เมื่อหมดจึงมีการอพยพเข้าในเมืองใหญ่เป็นจำนวนมาก กลายเป็นที่มาของปัญหาหลายๆ อย่างต่อไปอีก โดยเฉพาะในด้านสังคมและความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนแปลงไป

http://ktd-spirit.com

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

วันวาเลนไทน์ ประวัติวันวาเลนไทน์ Valentine’s Day

วันแห่งความรัก วาเลนไทน์ (Valentine’s Day)

14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก วันที่ทุกคนจะมอบความรักให้กันและกันเป็นพิเศษ ในปีนี้ 2560 วันวาเลนไทน์ ตรงกับวันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ วันนี้สกู๊ปเอ็มไทยจึงขอนำประวัติ ความเป็นมาของวันวาเลนไทน์ ที่จะถึงนี้มาฝากกันครับ

มีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ซึ่งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่ง เป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดา แห่งอิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของเด็กหนุ่มและเด็กสาว ต่อมาใน รัชสมัยจักรพรรดิคลอดิอัส ที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่งกรุงโรม ที่มีกษัตริย์ ใจคอดุร้ายและทรงนิยม การทำสงครามนองเลือด และทรงห้ามการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด

โดยขณะนั้นมีนักบุญรูปหนึ่งชื่อว่า “เซนต์วาเลนไทน์” หรือ “วาเลนตินัส” ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงโรม ได้ร่วมมือกับ เซนต์มาริอัส จัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ด้วยความปรารถนาดีของท่านนี้เอง จึงทำให้เขาถูกตัดสินประหารชีวิตโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตเซนต์วาเลนไทน์ ได้ตกหลุมรักหญิงสาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อว่า “จูเลีย” ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะถูกประหารชีวิตนั้น เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย อันเป็นที่รัก โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine
ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 (วันวาเลนไทน์) หรือ พ.ศ.813 ราว 1,738 ปี หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่ โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม ซึ่ง จูเลีย ได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของเซนต์วาเลนไทน์ หรือ วาเลนตินัส แด่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพู ได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
    แม้ว่าเบื้องหลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะเป็นตำนานที่มืดมัวแต่เรื่องราวยังคงแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความกล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมายของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่า ในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือก หญิงสาวที่ตนเองพึงใจใน วันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้


จากhttp://scoop.mthai.com

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ชาวเล ชาวไทยใหม่ หรือ ชาวอุรักละโว้ย แห่งท้องทะเลอันดามัน

ความเป็นมา

ชาวเลอาศัยอยู่ทางฝั่งทะเลอันดามัน ทางตอนใต้ของประเทศไทยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มวัฒนธรรม คือ กลุ่มอูรักลาโว้ย และกลุ่มมอเก็น ชาวเลที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอูรักลาโว้ย ตั้งถิ่นฐานบริเวณเกาะพีพี เกาะจำ เกาะปู เกาะไหง และเกาะลันตา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาวเลที่เป็นเครือญาติในสายตระกูลเดียวกันอาศัยกระจัดกระจายบริเวณจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ บริเวณเกาะสิเหร่ หาดราไวย์ แหลมหลา บ้านเหนือ และบ้านสะปำ จังหวัดภูเก็ต ตลอดไปจนถึง เกาะหลีเป๊ะและเกาะลาวีจังหวัดสตูล

ตามตำนานบ่งชี้ว่าชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยเคยมีบรรพบุรุษเชื่อมโยงกับชาวเลกลุ่มมอเก็นและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เดินทางอพยพเร่ร่อนทางทะเลมายาวนานในประวัติศาสตร์



ในอดีตชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยเคยอาศัยบริเวณเทือกเขา "ฆุนุงฌึไร"ชายฝั่งทะเลในรัฐไทรบุรีหรือเคดาห์ เขตประเทศสหพันธ์รัฐมาเลเซียก่อนอพยพเข้าสู่น่านน้ำไทยและเมื่อเข้ามาอาศัย แถบหมู่เกาะชายฝั่งทะเลอันดามันเขตประเทศไทยแล้ว ระยะแรกก็ยังคงมีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน โดยอาศัยเรือที่ทำจากไม้ระกำเป็นที่อยู่ ทั้งเป็นยานพาหนะในการเดินทางเพื่อเก็บหาของป่าและล่าสัตว์ทะเลเป็นอาหาร พวกเขาใช้ "กายัก" (แฝกสำหรับมุงหลังคาเรือ เก็บพับได้ มุงเป็นเพิงได้) หรือสร้างเพิงพักชั่วคราวเหนือริมหาดชายฝั่งทะเลในบางฤดูกาล

มีหลักฐานทางวัตถุและคำบอกเล่าสืบต่อกันมาเชื่อกันว่า เกาะลันตาเป็นดินแดนแห่งแรกที่ชาวเล อูรักลาโว้ยเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตขึ้นตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย แต่ยังคงสืบทอดนิสัยอพยพเร่ร่อนอยู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง มีเหตุการณ์ที่พวกเขาอพยพย้ายถิ่นอยู่ในบริเวณน่านน้ำชายฝั่งทะเลอันดามันอีกหลายครั้ง โดยแยกย้ายกันไปทำมาหากินตามหมู่เกาะต่าง ๆ แล้วตั้งถิ่นฐานบริเวณหมู่เกาะเหล่านั้นบ้าง กลับมาที่เดิมบ้าง จนในที่สุดต่างก็จะกระจัดกระจายกันตั้งถิ่นฐานในกลุ่มครอบครัวและเครือญาติใกล้ชิดของตน แต่ทุกกลุ่มก็ยังติดต่อสัมพันธ์ไปมาหาสู่กัน นับเป็นสังคมเครือญาติขนาดใหญ่และถือเป็นพวกเดียวกันทั้งหมด

วิถีชีวิตและภาษา

อูรักลาโว้ยยังชีพกับทะเลตลอดมา ในยุคดั้งเดิมพวกเขานำเรือท่องไปตามหมู่เกาะกลุ่มละสี่-ห้าลำ บางครั้งจะขึ้นเกาะเพื่อเก็บของป่า เช่น มะพร้าว เผือก มัน หรือเก็บหอยช่วงน้ำลง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งล่าสัตว์ทะเลเป็นอาหารโดยใช้เครื่องมือง่ายๆ เช่น ฉมวก สามง่าม เบ็ด และวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น

อูรักลาโว้ยได้ชื่อว่าเป็นพวกที่มีความสามารถในการดำน้ำแทงปลาจับกุ้งมังกรด้วยมือเปล่าและดำเก็บหอยชนิดต่างๆ ขึ้นมาจากทะเลพวกเขายังล่าเต่ากระ และพยูนเป็นอาหาร

เมื่อมีกลุ่มชนอื่นเข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานแถบหมู่เกาะกันมากขึ้น พวกอูรักลาโว้ยก็เคลื่อนย้ายชุมชนไปอยู่ตามหัวเกาะ สุดปลายแหลม ซึ่งมักเป็นบริเวณที่คลื่นลมแรง เพื่อหนีการรบกวนจากกลุ่มชนอื่น เพราะพวกเขารักสงบและมักจะหวาดกลัวคนแปลกหน้า แต่เมื่อผู้คนมากขึ้นอูรักลาโว้ยก็จำเป็นต้องติดต่อกับชุมชนภายนอกมีการนำส่วนเกินที่หาได้จากทะเลไปแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้ที่ขาดแคลน ดังเช่นอูรักลาโว้ยจะนำเครื่องรางและสิ่งประดับพวกเกล็ดปลากระเบนท้องน้ำ กำไลกระ หอยเบี้ย กัลปังหาและไข่มุก ไปแลกกับเสื้อผ้ามานุ่งห่มหรือเอาปลาไปแลกข้าวสาร

คราใดที่เกิดภัยพิบัติหรือสมาชิกในกลุ่มเจ็บป่วยล้มตายนั่นก็หมายถึงการลงโทษที่ได้รับจากผีบรรพบุรุษ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อพวกเขา ดังนั้นพิธีกรรมในการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกในกลุ่มกับสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อขอขมา เพื่อบนบานศาลกล่าว เพื่อการต่อรองหรือเพื่อเอาอกเอาใจจึงอุบัติขึ้นในโอกาสต่าง ๆ โดยใช้วิธีการพิเศษซึ่งต้องผ่าน "โต๊ะหมอ" ผู้นำกลุ่มเพียงผู้เดียวเท่านั้น เช่น การจัดพิธีลอยเรือ หรือพิธีแก้บน เป็นต้น

ชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย ใช้ภาษา "อูรักลาโว้ย" เป็นภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน

การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อูรักลาโว้ยรับวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาจนเกิดการสืบเนื่องและเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ที่ชัดเจนคือการรู้จักใช้ระบบเงินตราแทนการแลกเปลี่ยนสิ่งของและเปลี่ยนจากการล่าสัตว์ทะเลเพื่อยังชีพเป็นการล่าเพื่อขาย และใช้เรือติดเครื่องยนต์(เรือหางยาว)แทนเรือกรรเชียงขนาดเล็ก

ปัจจุบันอูรักลาโว้ยตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของทะเลที่หามาได้จะถูกนำไปขายให้กับนายทุน เพื่อหักหนี้สินที่ค้างชำระค่าอวน ค่าเรือ และเครื่องเรือหางยาว ค่าข้าวสาร และอื่น ๆ อีกมากมายอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

เพลงลูกทุ่งไทย หมอลำ และดนตรีสมัยใหม่แทรกเข้ามามีบทบาทในพิธีลอยเรือสลับกับดนตรีรำมะนาแบบเก่าแก่ที่ยังคงอยู่ พร้อมกับการเข้ามาของโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลของวัฒนธรรมไทย ที่เข้ามาทำลายวัฒนธรรมเก่าของชาวเลให้หมดไป

หญิงอูรักลาโว้ยที่เคยนุ่งผ้าถุงกระโจมอกเปลี่ยนมาใช้เสื้อผ้าหลายรูปแบบที่ได้รับแจกและบางครั้งสวมชุดนอนยาวมาเดินในตลาดหมู่บ้าน ผู้ชายส่วนใหญ่ยังสมถะกับการนุ่งกางเกงจีน (กางเกงขาก๊วย) แต่วัยรุ่นก็เริ่มสวมกางเกงยีนและชอบตู้เพลง

เด็กหนุ่มอูรักลาโว้ยจำนวนไม่น้อย เลิกวางอวน ตกปลา วางไซ แต่มาอยู่ตามชายหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใช้เรือหางยาวรับนักท่องเที่ยวออกไปเที่ยวทะเล หมู่บ้านอูรักลาโว้ยบางแห่งถึงกับแตกสลายเมื่อที่ดินถูกซื้อหรือถูกยึดครองไปโดยนายทุนชาวเมือง ชาวเลก็จะอพยพไปอยู่กับเครือญาติในชุมชนชาวเลแห่งอื่นที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งนับวันจะเบียดเสียดยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รับมาจากสังคมภายนอก อูรักลาโว้ยบางกลุ่มยังคงดำรงเอกภาพภายในสังคมของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พวกเขาตั้งถิ่นฐานเกาะกลุ่มอยู่ด้วยกัน ไม่ยอมปะปนกับคนนอก ยังพูดภาษาอูรักลาโว้ย ในหมู่พวกพ้องกันเอง ยังสืบทอดตำนาน ความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ เกี่ยวกับบรรพบุรุษและดำรงรูปแบบทางสังคมและวัฒนธรรมของตนเองภายในชุมชนเล็กๆ ของพวกเขา แต่ก็มีบางกลุ่มที่ขายที่ให้กับนายทุนในแหล่งท่องเที่ยวได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปมา

ชีวิตครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ในสังคมอูรักลาโว้ย โดยฝ่ายชายจะเข้าไปอยู่ในครัวเรือนของฝ่ายหญิงชั่วคราวก่อนจะแยกเป็นครอบครัวเดี่ยวเมื่อถึงเวลาอันสมควร ยกเว้นกรณีฝ่ายชายมีความจำเป็นต้องเลี้ยงพ่อแม่ หรือฝ่ายหญิงเลือกชายหนุ่มต่างวัฒนธรรม เช่น ชาวจีน ชาวไทยมุสลิม หรือชาวไทยพุทธ ฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายแยกไปอยู่กับฝ่ายชาย

การร้องรำทำเพลง เป็นชีวิตจิตใจของชาวอูรักลาโว้ย เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ

ท่ารำ เสียงดนตรี และบทเพลงที่ร้องรำกันทั้งในชีวิตประจำวันและในพิธีกรรมต่างๆ จะสะท้อนภาพสังคม-วัฒนธรรมและบ่งบอกถึงความเป็นมาและเป็นไปของกลุ่มชนทั้งในอดีตและปัจจุบัน เนื้อเพลงเอ่ยถึงท้องทะเล ผู้คน บรรพบุรุษ และการเดินทาง

แม้วิถีชีวิตดั้งเดิมแปรเปลี่ยนไปโดยไม่หยุดยั้ง แต่วันใดก็ตามที่ชีวิตพวกเขาสิ้นสุด ลูกหลานก็จะนำร่างไร้วิญญาณฝังกลบไว้ใต้ผืนทรายชายทะเล ตามคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมาว่า "จะได้นอนฟังเสียงคลื่นกล่อมเหมือนเมื่อยังมีชีวิตอยู่"

http://www.krabistory.com/index.php?topic=34.0

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

10 อันดับราชภัฎในประเทศไทย

จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจาก "Webometrics Ranking of World Universities" หรือ "Ranking Web of World Universities" เว็บไซด์การจัดอันดับชื่อดังของประเทศสเปน ได้ทำการสำรวจมาตรฐานของมหาวิทยาลัยทั่วโลก รวมถึงมหาวิทยาลัยทั้งหมดในประเทศไทย  และจากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั้งหมดในประเทศไทย ได้ทำการแยกย่อยออกมาเป็นส่วนของ"มหาวิทยาลัยราชภัฏ" โดยเฉพาะ จัดเป็น 10 อันดับมหาวิทยาลัยราชภัฏชั้นนำในประเทศไทย โดยเรียงจากอันดับในประเทศ ดังนี้

อันดับ1 Suan Sunandha Rajabhat University   มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 
 
อันดับ2 Buriram Rajabhat University มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
 
อันดับ3 Nakhon Pathom Rajabhat University มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
 
อันดับ4 Pibulsongkram Rajabhat University มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
 
อันดับ5 Phuket Rajabhat University มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
 
อันดับ6 Ubon Ratchathani Rajabhat University มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
 
อันดับ7 Rajabhat Maha Sarakham University มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
 
อันดับ8 Phranakhon Rajabhat University มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
 
อันดับ9 Roi-Et Rajabhat University มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
 
อันดับ10 Rajabhat Institute Chandrakasem มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม
 
http://www.tsood.com/

เรียบเรียง"สิรวีณ์" ทีมที่สุด

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ชุมชนเกาะสิเหร่จังหวัดภูเก็ต

ประวัติชุมชนเกาะสิเหร่โดยสังเขป



เกาะสิเหร่เป็นเกาะขนาดเล็กอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดภูเก็ตแต่ปัจจุบันนี้ได้รวมเป็นเนื้อที่เดียวกันแต่มีคลองท่าจีนกั้นระหว่างกลาง
• มีเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตร ห่างจากตัวเมือง 4 กิโลเมตร
• อยู่ในพื้นที่ตำบลรัษฎาอำเภอเมืองภูเก็ต
• ประชากรของเกาะสิเหร่มีคนไทยอาศัยอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งของที่นี่ยังมีชาว”อูรักลาโว้ย” หรือทีเรียกว่าชาวเล ซึ่งได้อาศัยอยู่ที่นี่มาอย่างช้านาน

• ชาวเกาะสิเหร่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในลักษณะพหุสังคมอย่างสันติ•
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ “บุหรงนาวา”
•กลุ่มแม่บ้านเกษตรเกาะสิเหร่ร่วมใจ
•กิจกรรมการผลิตหอยเป๋าฮื้อ
•กลุ่มผลิตน้ำปลาตำบลรัษฎา ประเพณีลอยเรือชาวเล

กาะสิเหร่ เป็นเกาะขนาดเล็กอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดภูเก็ตแต่ปัจจุบันนี้ได้รวมเป็นเนื้อที่เดียวกันแต่มีคลองท่าจีนกั้นระหว่างกลาง ห่างจากตัวเมือง 4 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตร อยู่ในพื้นที่ตำบลรัษฎาอำเภอเมืองภูเก็ต ประชากรของเกาะสิเหร่นอกจากจะมีคนไทยอาศัยอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งของที่นี่ยังมีชาว”อูรักลาโว้ย” หรือทีเรียกว่าชาวเล ซึ่งได้อาศัยอยู่ที่นี่มาอย่างช้านาน แต่ชาวเกาะสิเหร่ก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ
         ด้วยพื้นที่บน เกาะสิเหร่ ที่มีไม่มากนัก เเต่ก็ยังมีชายหาดที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นอย่างมาก เเต่ไม่เหมาะกับการลงเล่นน้ำทะเลเเต่อย่างใดเพราะเป็นพื้นที่ที่เป็นทรายผสมกับโคลน เเต่เหมาะสำหรับการมานั่งชมวิวทิวทัศน์ที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก เรียกว่ามานั่งรับลมชิลๆ น่าจะเหมาะสมกว่า อีกทั้งบริเวณเกาะเเห่งนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลักอะไร จึงมีความเงียบสงบสูงอย่างมากเลยทีเดียว ทำให้ใครที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศสบายๆ ที่เงียบสงบเเล้วล่ะก็ที่นี่น่าจะเหมาะเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว
บน เกาะสิเหร่ นั้นจะเป็นพื้นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงหรือที่เราจะเรียกว่าชาวเล ที่ยังคงทำประมงพื้นบ้านอยู่ ใครสนใจจะไปสัมผัสเเบบดั้งเดิมก็สามารถไปชมได้เช่นกัน โดยบนยอดเขาของเกาะเเห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของวัดเกาะสิเหร่ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เเละเป็นที่เคารพบุชาของชาวเลที่นี่อย่างมาก เเละที่สำคัญนั้นก็คือวิวทิวทัศน์บนภูเขาสูงเเห่งนี้นั้นนับว่ามีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เเละน่าจะเรียกได้ว่าเป็นจุดชมวิวที่มีความสวยงามเเละน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว


ที่มา www.phuketindex.com

เทศบาลตำบลรัษฎา http://www.rasada.go.th

http://phuketairportthai.com/